ประวัติศาสตร์เครื่องเบญจรงค์ประเทศไทย

[aioseo_breadcrumbs]

คลิกเพื่อโทรหาเรา

คลิกส่งรูปเพื่อประเมินราคา

เครื่องลายครามหรือชาม กระเบื้อง ภาชนะอันมีลวดลายเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ วาดลวดลายด้วยสีคราม ของสะสมที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ว่ากันว่าสมัยก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 1873

ประเทศจีนเดิมได้มีการทำการค้าขายติดต่อกับประเทศไทยและได้นำเครื่องลายครามเข้ามาขายด้วยความที่มีลวดลายงดงาม อ้อนช้อย จึงได้รับความนิยมซื้อหามาใช้กันในสังคมชั้นสูง อีกทั้งในสมัยอยุธยานั้นประเทศไทยเองก็ได้วาดลวดลายบนเครื่องถ้วยชาม ภาชนะชาม จานเชิง โถและได้ส่งออกไปยังประเทศจีน

ในสมัยอยุธยา

ลวดลายของเครื่องลายครามในสมัยอยุธยานั้นจะใช้สีเขียวบนพื้นพื้นขาว วาดสลักลวดลายอ้อนช้อยด้วยศิลปะไทยผสมผสานลายขด ลายก้านแย่ง ลายกระหนก ภาพเทพพนมและภาพเทพพนมนรสิงห์ อย่างงดงาม

ทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายสู่ประเทศจีนเช่นเดียวกัน ต่อมาได้มีการพัฒนาลวดลาย ผสมผสานศิลปะแขนงต่างๆ อย่างวิจิตรงดงามมากยิ่งขึ้น อ่านเรื่องลวดลายไทยในเครื่องชามเบญจรงค์

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ได้มีเรื่องเล่าถูกจารึกถ่ายทอดสู่รุ่นสู่รุ่นว่า เดิมที่กรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงของกรุงศรีอยุธยา (ปีพ.ศ. 2310-2325) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งราชวงศ์จักรีเมื่อครั้งได้เสวยราชสมบัติและมีประสงค์จะย้ายเมืองหลวงมายังกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพมหานคร) นั้นยังคงมีการสืบสานศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ คงไว้จากสมัยอยุธยารวมถึงเครื่องปั้นดินเผา

เครื่องลายครามที่มีความวิจิตรงดงามก็ยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยได้ต่อยอดเป็นภาชนะต่างๆ ที่ใช้ในครัวเรือน อาทิ ครก ไห ชาม ฯลฯ อันได้รับความนิยมในชนชั้นสูงรวมถึงในราชสำนัก ตำหนัก วัง และขุนนางต่างๆ ก็นิยมใช้และซื้อหาจากทั้งประเทศจีนและประเทศไทยเอง

ด้วยความนิยมอย่างต่อเนื่องและเพื่อความวิจิตรให้ดูหรูหรามีราคามากยิ่งขึ้น ช่างวาดและผลิตเครื่องลายครามนั้นจึงได้นำสีทองผสมผสานลงไปและใช้เลือกใช้ดินเฉพาะให้เกิดลวดลายอันเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเครื่องชามเบญจรงค์ เครื่องลายคราม รวมถึงการเลือกใช้เตาเผาและการผสมผสานลายน้ำทองอันได้รับวัฒนธรรมจากประเทศญี่ปุ่น

สมัยรัชกาลที่ 1

ลวดลายที่ถูกพบในสมัยรัชกาลที่ 1 นั้น ได้แก่ ลายดอกไม้ ก้านต่อดอกและพุ่มข้าวบิณฑ์ ฯลฯ เมื่อได้นำสีทองมาผสมผสานเพิ่มความวิจิตรตระการตาแล้วนั้นก็ได้มีการเพิ่มลวดลายเทพนมนรสิงห์และเทพนมครุฑ เข้าไปอีกด้วย

สมัยรัชกาลที่ 2

ในช่วงรัชกาลที่ 2 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ. 2352-2367) นับเป็นยุคเฟื่องฟูของเครื่องลายคราม เครื่องชามเบญจรงค์ กล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีนั้น ให้ความสนพระทัยในศิลปะ ลวดลายบนเครื่องลายครามจึงได้วิจิตรบรรจงวาดลวดลายบนเครื่องลายครามด้วยองค์เองแล้วได้ให้นายช่างศิลป์ชาวไทยนำทีมส่งไปผลิตที่ประเทศจีน จึงได้เกิดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายนกไม้ ลายก้านแย่ง ลายก้านต่อดอก และลายกุหลาบน้ำทอง รวมถึงลายเฉพาะของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอย่างลายครุฑหยุดนาค

สมัยรัชกาลที่ 3

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 สมัยพระบาาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2367-2394) ได้มีรับสั่งให้จัดหาเครื่องชามเบญจรงค์ เครื่องลายคราม ลายน้ำทองจากประเทศจีนโดยให้ช่างตีตราเครื่องหมายเฉพาะแสดงให้เห็นบริวเณก้นภาชนะถึงภาชนะที่ใช้ส่วนพระองค์ ในช่วงรัชสมัยนี้เครื่องลายครามมีสีสันไม่สวยงามวิจิตรเท่าที่ผ่านมาอันเนื่องจากเตาเผาในประเทศจีนนั้นชำรุดนั่นเอง

สมัยรัชกาลที่ 4

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2394-2411) ในสมัยนี้นั้นได้มีการสั่งเครื่องแก้ว ภาชนะจากประเทศยุโรป จึงทำให้เครื่องลายคราม เครื่องชามเบญจรงค์ลายน้ำทองได้รับความนิยมลดลง

สมัยรัชกาลที่ 5

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2411-2453) ในรัชสมัยนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในมีรับสั่งในจัดทำเตาเผาอันเป็นของกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ จึงทำให้เครื่องชามเบญจรงค์ เครื่องลายครามได้รับความนิยมอีกครั้ง รวมถึงยังมีช่างศิลป์ไทยได้วาดลวดลายที่ปรากฎตามวรรณคดีต่างๆ เช่น “พระอภัยมณี” “มัจฉาณุ” “อุณรุท” อีกด้วย

ความนิยมเครื่องลายครามยังคงได้รับการใช้อย่างต่อเนื่องและยังมีเครื่องชามเบญจรงค์ลวดลายต่างๆ ทั้งเครื่องแก้ว เครื่องชามที่สั่งจากต่างประเทศมาใช้และเก็บเป็นเครื่องของสะสมจากรุ่นสู่รุ่น อันเกิดมูลค่าสูงในปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับความวิจิตรของลวดลายและเทคนิคผสมผสานต่างๆ

เครื่องชามเบญจรงค์ในปัจจุบัน

ปัจจุบันเครื่องลายคราม เครื่องชามเบญจรงค์ยังคงมีผลิตและมีโรงงานอย่างแพร่หลายในประเทศไทย มีทั้งช่างศิลป์ฝีมือที่วาดลวดลายขึ้นใหม่และทำเลียนแบบของเก่าได้อย่างวิจิตรสวยงามและนอกจากนี้ศิลปะเครื่องลายคราม เครื่องชามเบญจรงค์นั้น ยังนับได้ว่าเป็นศิลปะเครื่องชามของไทยที่ยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยังมีโครงการพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณจัดตั้งโครงการศิลปาชีพพิเศษ จัดสอน จัดหาครูสอนประชาชนทำเครื่องปั้นดินเผาจนถึงปัจจุบัน

สอบถาม