ลวดลายไทยในเครื่องชามเบญจรงค์และเครื่องลายคราม

[aioseo_breadcrumbs]

ลวดลายไทยในเครื่องชามเบญจรงค์และเครื่องลายคราม
orientalfurnishings.com

ลายไทยนั้นมีการเล่าสู่จากรุ่นสู่รุ่นว่าเป็นลวดลายที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์เรื่องราวที่ประสบพบเจอของช่างศิลป์ อันก่อเกิดแนวคิด ความเชื่อ ร้อยเรียงเล่าให้เป็นภาพศิลป์อันอ่อนช้อยและงดงามและวาดลงบน เครื่องลายคราม เครื่องชามเบญจรงค์

เครื่องชามเบญจรงค์ เครื่องลายคราม ของสะสมที่ได้รับความนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะได้รับอิทธิพลความนิยมจากประเทศจีนและลวดลายที่ช่างศิลป์ไทยได้วาดฝีมือไว้อย่างสวยงาม

ก็มีทั้งลายไทยและลายเบญจรงค์ไทย ซึ่งมีความแตกต่างกันพอสมควร โดยความแตกต่างของลวดลายเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญสามารถแยกออกได้และเขามีจุดสังเกตุอย่างไร ลองมาดูข้อมูลเหล่านี้เพื่อตรวจสอบดูว่าของสะสม เครื่องชามเบญจรงค์ เครื่องลายครามของคุณเป็นลายอะไร

ลายไทยนั้นมีการเล่าสู่จากรุ่นสู่รุ่นว่าเป็นลวดลายที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์เรื่องราวที่ประสบพบเจอของช่างศิลป์ อันก่อเกิดแนวคิด ความเชื่อ ร้อยเรียงเล่าให้เป็นภาพศิลป์อันอ่อนช้อยและงดงาม

โดยงานศิลปะนั้นได้รับอิทธิพลจากชาวอินเดียเป็นผู้ผสานศิลป์ดั่งเห็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ว่ากันว่า ลายไทยเกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 11-16 หรือสมัยทวารวดี ปีพ.ศ. 1000-1600 และได้รับการประดิษประดอยผสมผสานความวิจิตรให้สวยงาม มีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น

ในปีพ.ศ.  1780-1981 หรือสมัยสุโขทัย ไม่เพียงเท่านั้นศิลปะลวดลายไทยที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายคือศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือช่วงพ.ศ. 1890-2310

ลวดลายไทยอย่าง “ลายกระหนก”

พบในสถาปัตยกรรมต่างๆ เช่น ผนัง เพดาน พระพุทธรูป งานแกะสลัก ฯลฯ พบว่าลายกระหนกนั้นอาจเป็นงานศิลปะสมัยทวารวดีอันมีต้นแบบจากอินเดียสมัยคุปตะและหลังคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ 9-13)

นอกจากนี้ยังมี ลายผักกูด อันได้มาจากลายที่คล้ายลายกระหนก แต่จะมีปลายมน ขมวดม้วนคล้ายผักกูด ในเครื่องลายคราม เครื่องชามเบญจรงค์นั้นจะพบว่ามีลวดลาย14 ประเภท หรือลายพรรณพฤกษา

ลวดลาย 14 ประเภทของเครื่องชามเบญจรงค์

  1. ลายช่อหรือลายช่อดอกไม้ เช่น ช่อดอกโบตั๋น ดอกบัวลายช่อ ช่อหางโต ช่อเปลวลอย ฯลฯ
  2. ลายดอกลอย ลายประดิษฐ์เรียงเป็นแผง ดอกลอยก้านแย่ง ราชวัตร ดอกลอยหน้าสิงห์ ดอกลอยก้านแย่ง ฯลฯ  ว่ากันว่าเกิดขึ้นในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาและได้รับความนิยมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน
  3. ลายบัว เช่น บัวปลายเสา บัวค่ำ บัวหงาย ลายกลีบบัว
  4. ลายหน้ากระดาน หรือลวดลายที่จัดเรียงเป็นแถวต่อเนื่องคล้ายแผ่นกระดาน ได้แก่
    • ลายหน้ากระดานประจำยามก้านปู รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน 4 กลีบมีกระหนกก้ามปู
    • ลายหน้ากระดานดอกซีกดอกซ้อน
    • ลายหน้ากระดานแบบอื่นๆ เช่น ลายดอกกลมสลับบั้ง
  5. ลายรักร้อย
  6. ลายก้านต่อดอก
  7. ลายกระจัง
  8. ลายกาบ
  9. ลายเครือเถา
  10. ลายก้านขด
  11. ลายเฟื่องอุบะ
  12. ลายกรวยเชิง
  13. ลายประดับมุม
  14. ประเภทฐาน เช่นลายที่ตกแต่งศาสนสถาน เช่น ลายหลังสิงห์ ลายท้องสิงห์ ลายนมสิงห์ ลายแข้งสิงห์ ลายกาบเท้าสิงห์ ลายนี้จะไม่นำมาเป็นลวดลายในเครื่องลายครามและเครื่องชามเบญจรงค์

ลายพรรณพฤกษาแบ่งตามยุคสมัย

  1. ศิลปะสมัยหินใหม่ ได้แก่ ลายดอกหญ้า ลายปล้องอ้อย ลายมะลิเลื้อย ลายกาบไผ่ ลายหวีกล้วย ลายต้นสน ลายต้นดอกไม้ ลายตาสับปะรด ลายหมากจังและลายดอกมะลิ
  2. ศิลปะสมัยโลหะ ได้แก่ ลายแตงโม ลายเครือเถาก้านขด ลายผักกูด ลายกระหนกช่อ ลายบัวคว่ำหน้าหงาย ลายดอกพิกุล ลายพุ่มข้าวบิณฑ์
  3. ศิลปะสมัยก่อนทวารวดี ได้แก่ ลายประจำยามดอกจันทน์
  4. ศิลปะสมัยทวารวดี ได้แก่ ลายดอกบัวและลายพวงมาลัย
  5. ศิลปะสมัยสุโขทัย ได้แก่ ลายดอกก้านแย่ง ลายดอกสร้อยและลายกรวยเชิง
  6. ศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ ลายดอกไม้ร่วง ลายดอกลำดวน ลายใบเทศ ลายดอกชัยพฤกษ์ ลายดอกรัก ลายสายหยุด ลายดอกจอกและลายรวงข้าว

เครื่องลายไทยในเครื่องชามเบญจรงค์ทั้ง 4 หมวด

  1. หมวดกระหนก หรือ กนก  กระหนกสามตัว กระหนกใบเทศ เป็นต้น
  2. หมวดนารี หรือภาพคน ท่าทาง เทวดา เป็นต้น
  3. หมวดกระบี่ หรือภาพลิง ภาพยักษ์ อสูรต่างๆ
  4. หมวดคชะ หรือภาพสัตว์ต่างๆ ที่พบตามธรรมชาติและสัตว์ในวรรณคดี เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ราชสีห์ คชสีห์ ครุฑ เป็นต้น

ลวดลายบนเครื่องชามเบญจรงค์ เครื่องลายคราม ลายน้ำทองมักเป็นการผสมผสานศิลปะลายไทย ลายจีนเข้าร่วมกัน อันเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและมีความวิจิตรงดงามตามความอ่อนช้อยของช่างศิลป์ 

ที่มา : สำนักพิพิทธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2546

สอบถาม